ออราทอริโอ (Oratorio)
คือ บทเพลงที่ประกอบไปด้วยการร้องเดี่ยวของนักร้องระดับเสียงต่าง ๆ การร้องของวงประสานเสียง และการบรรเลงของวงออร์เคสตรา ซึ่งบทร้องเป็นเรื่องราวขนาดยาวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ แสดงในโรงแสดงคอนเสิร์ตหรือในโบสถ์ โดยไม่มีการแต่งตัวแบบละคร ไม่มีการแสดงประกอบ และไม่มีฉากใด ๆ ในขณะแสดง ลักษณะของออราทอริโอ (Oratorio)คล้ายกับโอเปราที่ไม่มีฉากและการแสดงประกอบ ลักษณะเด่นที่ต่างไปจากเพลงโบสถ์อื่น ๆ ได้แก่ การประพันธ์บทร้องที่คำนึงถึงดนตรีประกอบมิได้มุ่งถึงบทร้องที่นำมาจากบทประพันธ์ของวัดแต่ดั้งเดิมดังเช่นเพลงโบสถ์ลักษณะอื่น ๆ นอกจากนี้ออราทอริโอยังเป็นเพลงที่มีความยาวมากซึ่งต่างไป
จากแคนตาตาอันเป็นบทเพลงที่สั้นกว่า ออราทอริโอบางบทถ้าแสดงโดยสมบูรณ์อาจจะยาวถึง 4-6 ชั่วโมง ต่อมามีการตัดเพลงบางท่อนออกไปเพื่อลดเวลาการแสดงให้เหมาะสมกับโอกาส
ออราทอริโอมีกำเนิดขึ้นโดยผู้ประพันธ์เพลงนาม Carisimi(1605-1674) แต่นั้นมา นักประพันธ์เพลงผู้มีชื่อเสียงในแต่ละสมัยล้วนประพันธ์เพลงประเภทนี้ไว้เสมอ ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Christmas Oratorio ของบาค Isarael in Egypt และ Messiah ของ Handel,The Creation และThe Seasons ของไฮเดิล (The Seasons มีบทร้องเกี่ยวกับฤดูต่าง ๆ มิได้เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรงแต่ประการใด) Mount of Olives ของเบโธเฟน St. Paul Elijah ของเมนเดลซอน และ The Legend of St. Elizabeth ของลิสซต์ เป็นต้น (ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2535: 125)
ในด้านผู้ชมจำเป็นที่ต้องทราบว่าเมื่อนักร้องประสานเสียงร้องถึงบทที่44เมื่อถึงคำว่า“Hallelujah”
ทุกคนในโบสถ์หรือหอประชุมจะลุกขึ้นยืน การลุกขึ้นยืนในตอนที่ร้องถึง“Hallelujah” ก็สืบเนื่องมาจากในครั้งที่ Handel ยังมีอยู่ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1743 ในการเสนอ “The Messiah” ต่อผู้ชมครั้งแรกในกรุงลอนดอน พระเจ้ายอร์จที่ 2 (King George II) ทรงพอพระทัยมาถึงกับประทับยืน เมื่อคณะนักร้องประสานเสียงร้องถึง “Hallelujah” ทุกคนในที่นั้นจึงต้องลุกขึ้นยืนตาม จนกระทั่งการร้องบทนั้นจบ จึงถือเป็นประเพณีสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้
Yo!
Friday, July 4, 2008
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) #5 ~ Motet
โมเท็ต (Motet)
โดยปกติแล้วจะอยู่ในตำราทางศาสนา (Sacred text) และใช้ในพิธีกรรมของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค (Roman Catholic) โมเท็ต กำเนิดขึ้นในต้นศตวรรษที่13 ในขณะนั้น นักประพันธ์เพลงมักแต่งบทประพันธ์ที่เสริมแต่งประดับประดาเกรเกอเลียนแชนท์ (Gregorian Chant) เขียนเป็นโน้ตแนวต่ำสุด เป็นเพลงขับร้องประสานเสียง 3 แนว เดิมใช้ภาษาละติน ส่วนแนวบนอีก 2 แนว เป็นทำนองเพลงที่มีอิสระต่างจากแนวต่ำสุดที่ร้องเป็นภาษาละติน และร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส โมเท็ตจึงเป็นเพลงขับร้องที่มีอิสระทั้งทำนองเพลง จังหวะ ภาษา และเนื้อร้อง (สุมาลี นิมมานุภาพ, 2534: 360-361)
โดยปกติแล้วจะอยู่ในตำราทางศาสนา (Sacred text) และใช้ในพิธีกรรมของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค (Roman Catholic) โมเท็ต กำเนิดขึ้นในต้นศตวรรษที่13 ในขณะนั้น นักประพันธ์เพลงมักแต่งบทประพันธ์ที่เสริมแต่งประดับประดาเกรเกอเลียนแชนท์ (Gregorian Chant) เขียนเป็นโน้ตแนวต่ำสุด เป็นเพลงขับร้องประสานเสียง 3 แนว เดิมใช้ภาษาละติน ส่วนแนวบนอีก 2 แนว เป็นทำนองเพลงที่มีอิสระต่างจากแนวต่ำสุดที่ร้องเป็นภาษาละติน และร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส โมเท็ตจึงเป็นเพลงขับร้องที่มีอิสระทั้งทำนองเพลง จังหวะ ภาษา และเนื้อร้อง (สุมาลี นิมมานุภาพ, 2534: 360-361)
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) #4 ~ Organum
ออร์กานุ่ม (Organum)
เป็นบทเพลงศาสนาร้องประสานเสียงแบบโพลิโฟนิค(Polyphonic Style) ซึ่งเป็นการริเริ่มการประสานเสียงครั้งแรกในดนตรีตะวันตก คือ การใช้ทำนองเพลงสอดประสานในระหว่างทำนองเพลงด้วยกันเอง ทำให้เกิดเสียงประสานขึ้นการขับร้องประกอบด้วยแนวทำนองหลัก 2 แนว ผู้ร้องทั้ง 2 แนวจะขับร้องกันคนละทางแต่การร้องจะดำเนินไปในเวลาเดียวกันตั้งต้นจนจบ (สุมาลี นิมมานุภาพ, 2534: 360)
เป็นบทเพลงศาสนาร้องประสานเสียงแบบโพลิโฟนิค(Polyphonic Style) ซึ่งเป็นการริเริ่มการประสานเสียงครั้งแรกในดนตรีตะวันตก คือ การใช้ทำนองเพลงสอดประสานในระหว่างทำนองเพลงด้วยกันเอง ทำให้เกิดเสียงประสานขึ้นการขับร้องประกอบด้วยแนวทำนองหลัก 2 แนว ผู้ร้องทั้ง 2 แนวจะขับร้องกันคนละทางแต่การร้องจะดำเนินไปในเวลาเดียวกันตั้งต้นจนจบ (สุมาลี นิมมานุภาพ, 2534: 360)
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) #3 ~ Chants
แชนท์ (Chants)
เป็นเพลงสวดของศาสนาคริสต์ในศาสนกิจต่าง ๆ ในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษ เป็นการขับร้องล้วนไม่มีดนตรีประกอบ ผู้ร้องต้องใช้เสียงแสดงออกถึงความปิติ ความเลื่อมใส ศรัทธา ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อสรรเสริญสดุดี เพื่อขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า
ลักษณะของเพลงแชนท์มีทั้งการใช้คำร้อง 1 พยางค์ต่อเสียงหนึ่งหรือ 2 เสียง หรือใช้คำร้อง1 พยางค์ต่อเสียง สองถึงสี่เสียง และที่มีเสียงแต่ละพยางค์เอื้อนยาว ในระยะแรกที่ศาสนาคริสต์ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาในภาคตะวันออกของทวีปยุโรปภาษาที่ใช้ในบทสวดและใช้ขับร้องด้วยเป็นภาษากรีก ต่อมาศาสนาคริสต์ได้แพร่หลายมาทางทวีปยุโรปตอนกลางและทางทิศตะวันตก ในสมัยอาณาจักรโรมันผู้ร่ำรวยศิลปะและวัฒนธรรมเรืองอำนาจ ภาษาละตินจึงได้รับเลือกเป็นภาษาของศาสนาคริสต์ เป็นบทสวดและใช้ขับร้องตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 350 เป็นต้นมา
เพลงแชนท์ที่มีชื่อเสียงใช้กันมาจนปัจจุบันคือ เกรเกอเลียนแชนท์ (Gregorian Chant) ซึ่งเป็นเพลงแชนท์ทีพระสังฆราชเกรเกอเลียนมหาราช (Pope Gregory the Great) เป็นผู้รวบรวมแชนท์ที่มีใช้อยู่แล้วและแต่งเพิ่มเติมขึ้นอีกแล้วจัดลำดับบทเพลงสวดให้เป็นแบบฉบับ เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ค.ศ. 600 โดยมีเนื้อร้องเป็นภาษาละติน
เป็นเพลงสวดของศาสนาคริสต์ในศาสนกิจต่าง ๆ ในสมัยต้นคริสต์ศตวรรษ เป็นการขับร้องล้วนไม่มีดนตรีประกอบ ผู้ร้องต้องใช้เสียงแสดงออกถึงความปิติ ความเลื่อมใส ศรัทธา ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อสรรเสริญสดุดี เพื่อขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า
ลักษณะของเพลงแชนท์มีทั้งการใช้คำร้อง 1 พยางค์ต่อเสียงหนึ่งหรือ 2 เสียง หรือใช้คำร้อง1 พยางค์ต่อเสียง สองถึงสี่เสียง และที่มีเสียงแต่ละพยางค์เอื้อนยาว ในระยะแรกที่ศาสนาคริสต์ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาในภาคตะวันออกของทวีปยุโรปภาษาที่ใช้ในบทสวดและใช้ขับร้องด้วยเป็นภาษากรีก ต่อมาศาสนาคริสต์ได้แพร่หลายมาทางทวีปยุโรปตอนกลางและทางทิศตะวันตก ในสมัยอาณาจักรโรมันผู้ร่ำรวยศิลปะและวัฒนธรรมเรืองอำนาจ ภาษาละตินจึงได้รับเลือกเป็นภาษาของศาสนาคริสต์ เป็นบทสวดและใช้ขับร้องตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 350 เป็นต้นมา
เพลงแชนท์ที่มีชื่อเสียงใช้กันมาจนปัจจุบันคือ เกรเกอเลียนแชนท์ (Gregorian Chant) ซึ่งเป็นเพลงแชนท์ทีพระสังฆราชเกรเกอเลียนมหาราช (Pope Gregory the Great) เป็นผู้รวบรวมแชนท์ที่มีใช้อยู่แล้วและแต่งเพิ่มเติมขึ้นอีกแล้วจัดลำดับบทเพลงสวดให้เป็นแบบฉบับ เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ค.ศ. 600 โดยมีเนื้อร้องเป็นภาษาละติน
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) #2 ~ Ritual Music
ดนตรีขับร้องประกอบพิธีกรรม (Ritual Music)
ดนตรีได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานแล้วมนุษย์เราทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่มีความหวาดกลัวติดตัวมาทุกคนซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้น กล่าวคือ การเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฝนตก ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชนชาติทุกภาษาเกิดความกลัว ความกังวลใจ โดยคิดไปว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือมีความเชื่อว่าเป็นจากการกระทำของภูตผีปีศาจ ฉะนั้น การที่จะทำให้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้หายไปก็สามารถทำได้โดยการบวงสรวง โดยการเต้นรำ การร้องเพลง เพื่อเป็นการอ้อนวอนต่อเทพเจ้า หรือเป็นการตอบแทนในความปรานีและอีกนัยหนึ่งก็เพื่อทำให้เกิดความสบายใจของมนุษย์เรา
จากจุดนี้เองได้มีนักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าเป็นต้นกำเนิดของดนตรีโดยมีการพัฒนาต่อมาจากบทร้องเพื่ออ้อนวอนต่อเทพเจ้าก็กลายมาเป็นเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาในสมัยต่อมาซึ่งมีลักษณะทำนองเพลงสั้น ๆ ขับร้องซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง จากการขับร้องคนเดียวกลายมาเป็นการขับร้องที่มีต้นเสียงและมีลูกคู่ตาม จนเป็นการขับร้องหมู่ชายหญิงประสานเสียงที่มีลักษณะต่าง ๆกันออกไปตามสมัย
ดนตรีประกอบพิธีกรรมหรือเพลงศาสนาเป็นดนตรีที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อถือในลัทธิในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามที่มนุษย์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ สมมติขึ้น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาคริสต์
ดนตรีได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มานานแล้วมนุษย์เราทุกคนเกิดมาล้วนแล้วแต่มีความหวาดกลัวติดตัวมาทุกคนซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดดนตรีขึ้น กล่าวคือ การเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฝนตก ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชนชาติทุกภาษาเกิดความกลัว ความกังวลใจ โดยคิดไปว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือมีความเชื่อว่าเป็นจากการกระทำของภูตผีปีศาจ ฉะนั้น การที่จะทำให้ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้หายไปก็สามารถทำได้โดยการบวงสรวง โดยการเต้นรำ การร้องเพลง เพื่อเป็นการอ้อนวอนต่อเทพเจ้า หรือเป็นการตอบแทนในความปรานีและอีกนัยหนึ่งก็เพื่อทำให้เกิดความสบายใจของมนุษย์เรา
จากจุดนี้เองได้มีนักปราชญ์ได้สันนิษฐานว่าเป็นต้นกำเนิดของดนตรีโดยมีการพัฒนาต่อมาจากบทร้องเพื่ออ้อนวอนต่อเทพเจ้าก็กลายมาเป็นเพลงที่เกี่ยวกับศาสนาในสมัยต่อมาซึ่งมีลักษณะทำนองเพลงสั้น ๆ ขับร้องซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง จากการขับร้องคนเดียวกลายมาเป็นการขับร้องที่มีต้นเสียงและมีลูกคู่ตาม จนเป็นการขับร้องหมู่ชายหญิงประสานเสียงที่มีลักษณะต่าง ๆกันออกไปตามสมัย
ดนตรีประกอบพิธีกรรมหรือเพลงศาสนาเป็นดนตรีที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อถือในลัทธิในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามที่มนุษย์เผ่าพันธุ์ต่าง ๆ สมมติขึ้น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ศาสนารุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาคริสต์
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music) #1
ดนตรีประเภทขับร้อง (Vocal Music)
ดั่งที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ธรรมชาติให้มนุษย์ติดตัวมาทุก ๆ คนคือ “เสียง” เสียงพูด เสียงตะโกน เสียงที่แสดงความดีใจ เสียใจ เสียงร้องเพลง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันคือ “เส้นเสียง” (Vocal chord) เส้นเสียงของมนุษย์เรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เช่น ในวัยเด็กชายประมาณ 15-16 ปี ในเด็กหญิงอาจจะเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 14-15 ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตามเส้นเสียงดังกล่าวนี้มนุษย์เราสามารถใช้ได้จนถึงสิ้นอายุขัยไปเลย
วิลเลียม เบิร์ด (William Byrd) คีตกวีชาวอังกฤษสมัยพระนางเอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง ได้สดุดีเสียงขับร้องของมนุษย์ไว้ว่า “เสียงของเครื่องดนตรีชนิดใดที่จะอาจเอื้อมมาเทียบกับเสียงขับร้องของมนุษย์ได้นั้นไม่มี”
ดนตรีประเภทขับร้องมีหลายประเภดนตรีประเภทขับร้องมีหลายประเภทดังนี้
ดนตรีขับร้องประกอบพิธีกรรม (Ritual Music)
แชนท์ (Chants)
ออร์กานุ่ม (Organum)
โมเท็ต (Motet)
ออราทอริโอ (Oratorio)
แคนตาตา (Cantata)
แมส (Mass)
ดั่งที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ธรรมชาติให้มนุษย์ติดตัวมาทุก ๆ คนคือ “เสียง” เสียงพูด เสียงตะโกน เสียงที่แสดงความดีใจ เสียใจ เสียงร้องเพลง ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันคือ “เส้นเสียง” (Vocal chord) เส้นเสียงของมนุษย์เรานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย เช่น ในวัยเด็กชายประมาณ 15-16 ปี ในเด็กหญิงอาจจะเร็วกว่าเด็กชายประมาณ 14-15 ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตามเส้นเสียงดังกล่าวนี้มนุษย์เราสามารถใช้ได้จนถึงสิ้นอายุขัยไปเลย
วิลเลียม เบิร์ด (William Byrd) คีตกวีชาวอังกฤษสมัยพระนางเอลิซาเบ็ธที่หนึ่ง ได้สดุดีเสียงขับร้องของมนุษย์ไว้ว่า “เสียงของเครื่องดนตรีชนิดใดที่จะอาจเอื้อมมาเทียบกับเสียงขับร้องของมนุษย์ได้นั้นไม่มี”
ดนตรีประเภทขับร้องมีหลายประเภดนตรีประเภทขับร้องมีหลายประเภทดังนี้
ดนตรีขับร้องประกอบพิธีกรรม (Ritual Music)
แชนท์ (Chants)
ออร์กานุ่ม (Organum)
โมเท็ต (Motet)
ออราทอริโอ (Oratorio)
แคนตาตา (Cantata)
แมส (Mass)
Labels:
Cantata,
Chants,
Mass,
Motet,
Oratorio,
Organum,
Ritual Music,
Vocal Music,
ดนตรีประเภทขับร้อง
Wednesday, March 12, 2008
ปวดเศียรเวียนเกล้า---เหตุเพราะภาษาไทย
มาปวดหัวกันเถอะ^^
ไม่ใช่อะไรหรอก แต่มาลองฝึกแต่งเรื่องจากคำที่กำหนดให้กัน ฮะฮะ รู้แหละค่ะว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเลือกคำมาบรรยายให้เข้ากันกับเรื่องที่แต่ง แต่ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่คะ ฝึกการใช้ภาษาไทยกันเนอะ
เรื่องที่โพสนี้เคยเป็นงานชิ้นหนึ่งของวิชาภาษาไทยตอนม.3 “นำคำที่กำหนดให้มาแต่งเป็นเรื่องราวโดยให้เนื้อเรื่องอยู่ภายในอาณาเขตบริเวณของโรงเรียน” ใช้เวลาแต่ง 2 ชั่วโมง! ความจริงแล้วครูให้เวลา 15 นาที! ก็มันเหลือเวลาแค่ 15 นาทีจริงๆแหละก่อนจะหมดชั่วโมงถึงเวลาที่ต้องส่ง แต่ดันใช้เวลาไปตั้ง 2 ชั่วโมงแหนะ โดนครูดุเลย...
แต่เราว่ามันคุ้มนะ ที่ใช้เวลาแต่งเรื่องนี้นานกว่าเพื่อนๆเค้า งานชิ้นนี้ได้คะแนนเต็ม ไม่อยากจะเชื่อเลย นึกว่าคะแนนจะหายหมดเพราะส่งช้าเสียแล้ว ครูเอามาอ่านให้ในห้องฟังด้วย^^ อายนิดๆ ภูมิใจหน่อยๆ แล้วก็ขำเพื่อนที่ทำปากงอนๆใส่ ก็อ้างอิงเอานิสัยของเพื่อนมาใส่ในเรื่องน่ะสิ ทำไงได้ล่ะ แต่งไปแต่งมานึกไม่ออกนี่หน่าว่าจะแต่งต่อยังไง พอดีเพื่อนคนนี้นั่งทำหน้าเบื่อหน่ายชีวิตแต่งเรื่องของตัวเองอยู่ตรงหน้าพอดี เลยถูกจับมาเป็นตัวละครด้วยเสียเลย--
บรรยายมาเยอะ เอางานไปดูเลยก็แล้วกันนะคะ
คำที่(ครู)กำหนดให้
1.กงสุล 2.กรณี 3.กะไกร 4.กระชุ่มกระชวย 5.กระปริดปะปรอย 6.กะเพรา 7.กันดาร 8.กัลปาวสาน 9. การุญ 10.กำมะถัน 11.กำมะลอ 12.กำมะหยี่ 13.ขยะแขยง 14.ขมีขมัน 15.ขมุกขมัว 16.ขยุกขยิก 17.ใคร่ครวญ 18.จรรโลง 19.จระเข้ 20.ต้นจันทร์ 21.ชัชวาล 22.เชิ้ต 23.ซาบซ่าน 24.ตั๊กแตน 25.เต็นท์
ไม่ใช่อะไรหรอก แต่มาลองฝึกแต่งเรื่องจากคำที่กำหนดให้กัน ฮะฮะ รู้แหละค่ะว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเลือกคำมาบรรยายให้เข้ากันกับเรื่องที่แต่ง แต่ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่คะ ฝึกการใช้ภาษาไทยกันเนอะ
เรื่องที่โพสนี้เคยเป็นงานชิ้นหนึ่งของวิชาภาษาไทยตอนม.3 “นำคำที่กำหนดให้มาแต่งเป็นเรื่องราวโดยให้เนื้อเรื่องอยู่ภายในอาณาเขตบริเวณของโรงเรียน” ใช้เวลาแต่ง 2 ชั่วโมง! ความจริงแล้วครูให้เวลา 15 นาที! ก็มันเหลือเวลาแค่ 15 นาทีจริงๆแหละก่อนจะหมดชั่วโมงถึงเวลาที่ต้องส่ง แต่ดันใช้เวลาไปตั้ง 2 ชั่วโมงแหนะ โดนครูดุเลย...
แต่เราว่ามันคุ้มนะ ที่ใช้เวลาแต่งเรื่องนี้นานกว่าเพื่อนๆเค้า งานชิ้นนี้ได้คะแนนเต็ม ไม่อยากจะเชื่อเลย นึกว่าคะแนนจะหายหมดเพราะส่งช้าเสียแล้ว ครูเอามาอ่านให้ในห้องฟังด้วย^^ อายนิดๆ ภูมิใจหน่อยๆ แล้วก็ขำเพื่อนที่ทำปากงอนๆใส่ ก็อ้างอิงเอานิสัยของเพื่อนมาใส่ในเรื่องน่ะสิ ทำไงได้ล่ะ แต่งไปแต่งมานึกไม่ออกนี่หน่าว่าจะแต่งต่อยังไง พอดีเพื่อนคนนี้นั่งทำหน้าเบื่อหน่ายชีวิตแต่งเรื่องของตัวเองอยู่ตรงหน้าพอดี เลยถูกจับมาเป็นตัวละครด้วยเสียเลย--
บรรยายมาเยอะ เอางานไปดูเลยก็แล้วกันนะคะ
คำที่(ครู)กำหนดให้
1.กงสุล 2.กรณี 3.กะไกร 4.กระชุ่มกระชวย 5.กระปริดปะปรอย 6.กะเพรา 7.กันดาร 8.กัลปาวสาน 9. การุญ 10.กำมะถัน 11.กำมะลอ 12.กำมะหยี่ 13.ขยะแขยง 14.ขมีขมัน 15.ขมุกขมัว 16.ขยุกขยิก 17.ใคร่ครวญ 18.จรรโลง 19.จระเข้ 20.ต้นจันทร์ 21.ชัชวาล 22.เชิ้ต 23.ซาบซ่าน 24.ตั๊กแตน 25.เต็นท์
ทำการบ้านในบรรยากาศโรงเรียน
ใกล้ห้าโมงเย็นแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านกันหมด แต่ครูพละกันนักเรียนบางส่วนยังคงวิ่งออกกำลังกายรอบโรงเรียนอย่างกระชุ่มกระชวย วันนี้ครูชัชวาลก็ร่วมวิ่งด้วย หมวกกำมะหยี่ที่ครูสวมนั้นเข้าชุดกับเสื้อเชิ้ตลายจระเข้ยี่ห้อดัง ฉันยิ้มอย่างขำขันเมื่อนึกภาพว่ามันเป็นของกำมะลอ
เสียงนกร้องที่ดังขึ้นเป็นระยะ ช่วยเพิ่มบรรยากาศการทำการบ้านใต้ต้นตะเคียนในโรงเรียนมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ที่ทำงานประจำของฉันกับเพื่อนรักหรอก แต่ด้วยความขยะแขยงต่อซอสพริกที่มันักเรียนนิรนามทำหกเลอะเทอะเต็มโต๊ะประจำนั้นทำให้ฉันกับเพื่อนรักต้องย้ายมาทำการบ้านที่ใต้ต้นตะเคียนนี่
หลังจากทำใบงานเรื่องกำมะถันของวิชาวิทยาศาสตร์เสร็จแล้ว ฉันก็นั่งวาดรูปต้นจันทร์ในใบงานวิชาสังคมอย่างขมีขมัน แล้วจึงวาดรูปบ้านในชนบทที่กันดารลงไปเพิ่ม ส่วนเพื่อนรักที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามก็กำลังใช้กรรไกรตัดรูปตั๊กแตนออกจากนิตยสารท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อเอาไปใช้ในรายงานการสำรวจสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน พลางขยับตัวขยุกขยิกไล่ยุงที่หมายจะกัดตัว แต่ไม่มีนิยายรักประเภทพระเอกกับนางเอกครองรักกันไปชั่วกัลปาวสารวางอยู่ข้างตัวเหมือนเคย เพราะฉันขอร้องไม่ให้นำนิยายมาที่โรงเรียนได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ทำราบงานเรื่องโรคกระปริดประปรอยที่ค้างอยู่จนเสร็จเป็นแน่
แล้วฉันก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายหลังจากก้มหน้าก้มตาทำการบ้านมาเป็นเวลานานพอสมควร ฉันมองไปยังต้นไม้รอบๆตัวเพื่อพักสายตา ภารโรงเช็ดกระจกขมุกขมัวของหน้าต่างตึกเรียนเสร็จพอดี เขาหันมายิ้มให้ฉันอย่างการุญ ฉันยิ้มตอบแล้วหันมาทำการบ้านของตนเองต่อ
นั่งเขียนเรียงความต่อสักพักก็ต้องสะกิดปลุกเพื่อนจากฝันกลางวันกลับมาทำงานต่อ จากการที่ฉันใคร่ครวญสีหน้าของเพื่อนรักขณะเหม่อลอยแล้ว คงจะใจลอยไปถึงข้าวผัดกะเพราที่จะได้ทานในตอนเย็น หรือไม่ก็คงคิดถึงการไปเที่ยวต่างจังหวัด นอนเต็นท์กลางแจ้งในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นแน่ แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกสำหรับสุดสัปดาห์นี้ เพราะว่าทางโรงรียนจะพาไปทัศนศึกษาที่กุงสุลใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นโชดดีของนักเรียนจริงๆ เพราะการพานักเรียนไปทัศนศึกษาที่กงสุลใหญ่นั้นต้องขออนุญาติเป็นกรณีพิเศษ คิดได้ดังนี้ความรู้สึกรักโรงเรียนก็ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ฉันรักโรงเรียนนี้จริงๆ
จบแล้ว.....จบจนได้..........ในที่สุดก็จบ..................เฮ้อ!
Subscribe to:
Posts (Atom)